วว. จับมือ อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทยฯ พัฒนากระบวนการทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์ UHT ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงบริการวิจัยกับ นายสมยศ วัฒน์พานิช กรรมการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ในโครงการพัฒนากระบวนการทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์ UHT เพื่อพัฒนากระบวนการรวบรวม และทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์ UHT ให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมปลายทาง โดยใช้สารเร่งตกตะกอนโคแอกกูแลนด์ ซึ่ง วว. มีองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาด้านกรรมวิธีการผลิตสารเร่งตกตะกอนคอมโพสิทร่วมกับซีโอไลต์ชนิดโพลิอลูมินั่มซิลิเกตคลอไรด์ โดยใช้เครื่องซักล้างเกล็ดพลาสติกแบบต่อเนื่องระบบแปรงกวาดร่วมกับหัวฉีดละอองน้ำ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โอกาสนี้ ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ วว. ผู้บริหาร นักวิจัยและบุคลาการทั้งสองหน่วยงาน ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย ในวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8 อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี
ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านขยะบรรจุภัณฑ์ของประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณขยะพลาสติกและกล่อง UHT ที่ยังถูกจัดการอย่างไม่ครบวงจร ทำให้เราต้องยกระดับระบบบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่ง วว. ได้ให้ความสำคัญและพัฒนานวัตกรรมด้านการคัดแยก การทำความสะอาด และการแปรรูปวัตถุดิบรีไซเคิลมาโดยตลอด ทั้งในพื้นที่นำร่อง “ตาลเดี่ยวโมเดล” จังหวัดสระบุรี รวมถึงการขยายผลในระดับพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้กับบริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทยฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่มีคุณค่ามาก เพราะเป็นความร่วมมือที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี ของ วว. เข้ากับศักยภาพภาคเอกชนผู้ประกอบกิจการรีไซเคิลอย่างจริงจัง เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการรวบรวมและทำความสะอาดกล่อง UHT ให้ได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมปลายทาง พร้อมทั้งศึกษาระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องต่อหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์...
ด้านนายสมยศ วัฒน์พานิช กรรมการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบกิจการด้านการรีไซเคิลเยื่อจากกระดาษใช้แล้ว รวมถึงบรรจุภัณฑ์คัพ สต็อก และกล่อง UHT รวมถึงมีเครือข่ายด้านธุรกิจรีไซเคิลในการรับซื้อและต่อยอดผลิตภัณฑ์รีไซเคิล โดยรับซื้อขยะรีไซเคิล จากครัวเรือน ชุมชน โรงเรียน ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า จากพื้นที่บริเวณโดยรอบจังหวัดสระบุรีและจังหวัดใกล้เคียง โดยเน้นการคัดแยกขยะแต่ละชนิด ได้แก่ ขยะพลาสติก กระดาษ กระป๋องอะลูมิเนียม และมีความสนใจในการพัฒนากระบวนการรวบรวมกล่องบรรจุภัณฑ์ UHT และทำความสะอาดให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ร่วมกับการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำเสีย จากกระบวนการทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์ UHT จึงมีความประสงค์ให้ วว. พัฒนากระบวนการ เพื่อรวบรวมและทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม UHT พร้อมระบบบำบัดน้ำเสีย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและกรุงเทพฯ
ขอบเขตในการดำเนินงานโครงการ ภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน ประกอบด้วย 1) การจัดทำรูปแบบข้อมูลแสดงผลสำรวจการรวบรวมข้อมูลตัวอย่างกล่องบรรจุภัณฑ์ UHT ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและระยอง จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ตำบลเทศบาลเมือง ตำบลหนองแค ตำบลตาลเดี่ยวจังหวัดสระบุรี ตำบลบ้านฉางและตำบลสำนักท้อน จังหวัดระยอง 2) พัฒนากระบวนการทำความสะอาดกล่อง โดยใช้หลักการเดียวกับระบบซักล้างพลาสติกที่ติดตั้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการชุมชนแบบครบวงจร อาคารคัดแยกขยะตาลเดี่ยว จังหวัดสระบุรี 3) ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการทำความสะอาดกล่อง UHT โดยใช้สารเร่งตกตะกอนโคแอกกูแลนด์ และทดสอบคุณสมบัติของน้ำภายหลังการบำบัด ได้แก่ ความเป็นกรดด่าง ซีโอดี บีโอดี oil and greeze ค่าการนำไฟฟ้า ค่าความขุ่น ค่าของแข็งละลายน้ำ เป็นต้น และ 4) ออกแบบระบบและติดตั้งระบบทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม UHT และระบบบำบัดน้ำเสียทางเคมีด้วยวิธีการรวมตะกอนที่เหมาะสมในพื้นที่ต้นแบบจังหวัดราชบุรี เพื่อขยายผลระบบทำความสะอาดกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม UHT ไปยังเขตจอมทองกรุงเทพฯ
โครงการความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มคุณค่าของวัสดุรีไซเคิล และจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในการช่วยลดปริมาณขยะ เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบรีไซเคิล และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
