สภานโยบายถกการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ”บวรศักดิ์” แนะ อว. บูรณาการทำงานร่วมกับ JICA ประเทศญี่ปุ่น หวังพัฒนาคู่มือและแผน ให้ประชาชนซักซ้อมเตรียมรับมือในสถานการณ์จริง พร้อมเสนอทบทวน “GenEd” ลดวิชาบังคับ เน้นลงพื้นที่จริง สร้าง Social Concern ตอบโจทย์โลกการทำงานจริง
ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธาน พร้อมด้วย ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
ที่ประชุมสภานโยบายฯ ได้หารือในประเด็นการศึกษาและวางแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการศึกษาและวางแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วช. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวได้จัดประชุมกำหนดกรอบแนวทางและติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ โดยมีภารกิจ 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ด้านเตือนภัย อาทิ การปรับปรุงระบบพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า บูรณาการข้อมูลหน่วยงานและเพิ่มเติมเครื่องมือเตือนภัย พัฒนาระบบแจ้งเตือน/มีระบบตรวจสอบและซ้อมภัยก่อนเกิดเหตุที่เป็นมาตรฐาน 2. ด้านสู้ภัย อาทิ การใช้ศูนย์บัญชาการร่วม (Unified Command Center) เพื่อกำกับดูแลการอพยพและกู้ภัย พัฒนาระบบ ”ศูนย์กระจายอาหารแบบโครงข่าย” และระบบบ้านพี่เลี้ยง สร้าง ”บัญชีทรัพยากรหาดใหญ่” (Hat Yai Resource Catalog) สร้าง ”เกาะพลังงาน” (Islanding Operation) 3. ด้านฟื้นฟูเยียวยา อาทิ การวางกรอบการดำเนินการฟื้นฟูเยียวยา ข้อเสนอแนะเชิงระบบ เช่น การพัฒนาระบบ PDNA ระดับเมืองแบบบูรณาการ จัดทำแบบพิมพ์เขียว (Blueprint) ของระบบฟื้นฟูในอนาคต 4. ด้านมาตรการช่วยเหลือ อาทิ การจัดระบบช่วยเหลือหลังการฟื้นฟูของภาครัฐ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ในระยะเร่งด่วนและระยะยาว จัดระบบการจัดการน้ำ ระบบตรวจวัด และ 5. ด้านระบบข้อมูล อาทิ การปรับระบบสื่อสารแจ้งข่าวในภาวะเตือนภัยสำหรับประชาชน เช่น การแบ่งโซนสถานีฐาน (Zone Classification) หน่วยกู้ภัยสื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile Recovery Unit) Hat Yai Single Alert System เปิดโรมมิ่งสาธารณภัย (Disaster Roaming) เป็นต้น
ในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการศึกษาและวางแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1/2569 ยังได้มีข้อเสนอแนะต่อการสนับสนุนงานวิจัยสำหรับการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ ดังนี้ 1. ด้านอำนวยการ สนับสนุนการออกแบบระบบสั่งการ ด้านเทคนิค (หลายฉากทัศน์ มีระบบข้อมูล สนับสนุน (one system)) 2. ด้านเตือนภัย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เข้าช่วย (Sensor IOT AI Precise mapping etc.) การวิเคราะห์สถานการณ์ เตือนภัย หลายฉากทัศน์ภายใต้ระบบที่มีอยู่ปัจจุบัน 3.ด้านสู้ภัย ร่วมออกแบบระบบสู้ภัย ล่วงหน้า หลายฉากทัศน์ โดยใช้แผนที่ความเสี่ยง มีศูนย์บัญชาการสำรอง 4. ด้านฟื้นฟู เยียวยา ออกแบบระบบฟื้นฟู ล่วงหน้า แบบหลายฉากทัศน์ ด้วยแผนที่น้ำท่วมที่มีความ ละเอียด 5.ด้านมาตรการช่วยเหลือ อาทิ การศึกษาระบบช่วยเหลือฟื้นฟู (ดอกเบี้ยต่ำ) บ้านเรือนและธุรกิจ (เปรียบเทียบกับต่างประเทศ) ร่วมเสนอแนะระบบจัดการ สาธารณูปโภค การระบายน้ำ แผนการปรับที่อยู่อาศัยเหมาะกับการระบายน้ำ การพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วม (บนข้อมูลระดับแบบละเอียด) 6.ด้านระบบข้อมูล พัฒนาระบบ one system สำหรับผู้สั่งการและบุคคลทั่วไป ที่มีการปรับปรุง ความแม่นยำในการทำนาย (ฝน น้ำท่า น้ำท่วม) และ 7. การมีส่วนร่วม ร่วมจัดกระบวนการมีส่วนร่วมในการวางแผน ทดสอบ และซ้อมภัยที่เป็นมาตรฐาน ก่อนหน้าฝนปีหน้า (ของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐ)
ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเองก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้เช่นกัน โดยได้ขอความร่วมมือจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมา 4 ทีม ประกอบด้วยทีมที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเตือนภัย ด้านการป้องกันภัย ด้านการช่วยเหลือเวลาเกิดภัย และด้านการเยียวยา หากคณะกรรมการฯ ที่ อว. จัดตั้งขึ้นสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับ JICA ได้ก็จะเกิดผลได้เร็วขึ้น โดยคาดหวังว่าข้อมูลที่ได้จากทั้ง 2 ส่วนจะสามารถนำมาทำเป็นคู่มือ พัฒนาเป็นแผน และนำไปใช้ในการซักซ้อมกับสถานที่จริง เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมือเมื่อเกิดเหตุได้อย่างทันท่วงที
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมฯ ได้แสดงความเห็นให้นำแผนที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับจังหวัดอื่น ๆ ที่อาจเกิดอุทกภัยในอนาคต โดยจะต้องลงลึกถึงแนวทางปฏิบัติจริง เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งยังได้เสนอให้นำการวิจัยไปช่วยแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ในการป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยรุนแรง เช่น การศึกษาเส้นทางน้ำ การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม และอีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมการสำหรับการสื่อสารในช่วงวิกฤต รวมถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องสาธารณสุข โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่จะต้องพร้อมในการรักษาและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วย
ที่ประชุมฯ ยังได้เห็นชอบ แนวทางการทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายปฏิรูป อววน. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป
ในประเด็นเรื่อง แนวทางส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือไตรภาคี (อุตสาหกรรม-วิชาการ-ภาครัฐ) เพื่อพัฒนากำลังคนทักษะสูงเฉพาะทางรองรับอุตสาหกรรมใหม่ สอวช. ได้ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมและสถานภาพของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของสาขาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือไตรภาคี (Triple Helix) โดยประโยชน์และผลกระทบที่ได้จากเครือข่ายความร่วมมือไตรภาคีฯ จะช่วยยกระดับบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศผ่านการบูรณาการโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการผลิตกำลังคน ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดช่องว่างด้านทักษะและเพิ่มการเข้าถึงบุคลากรที่มีทักษะแห่งอนาคต สนับสนุนการยกระดับผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบแนวทางดังกล่าวฯ และมอบหมายให้ สอวช. และ สป.อว. ร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป
ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ ยังได้หยิบยกประเด็นการจัดการเรียนการสอนในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (General Education หรือ GenEd) ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนเพิ่มเติมจากวิชาหลักของคณะ โดยระบุว่า ปัญหาสำคัญของ GenEd ในปัจจุบันคือความไม่เหมาะสมในเชิงโครงสร้าง หลายวิชาอาจมีคุณค่าในฐานะความรู้ทั่วไป แต่เมื่อถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์วัดผลเพื่อรับปริญญาอาจไม่เหมาะสม จึงเสนอให้ลดจำนวนวิชา GenEd และปรับรูปแบบจากการเรียนในห้องเรียน มาเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในสังคม (Social Concern) พร้อมเสนอว่า นักศึกษาทุกสาขาควรต้องเรียนอย่างน้อย 2 วิชา ที่ได้ลงไปทำงานกับชุมชนและสังคมจริง เช่น นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์อาจเข้าค่ายสร้างบ้านหรือโรงเรียน นักศึกษานิติศาสตร์ให้คำปรึกษาทางกฎหมายหรือช่วยเหลือเรื่องคดีความ เพื่อให้นำผลงานดังกล่าวไปจัดทำเป็น Portfolio ส่วนบุคคลหรือกลุ่ม ใช้ประกอบกับใบปริญญา เพิ่มคุณค่าให้บัณฑิตในโลกการทำงานจริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนา ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ในลักษณะศูนย์กลาง เพื่อให้หน่วยกิต GenEd สามารถเทียบโอนและใช้ร่วมกันได้ระหว่างมหาวิทยาลัย ไม่จำกัดอยู่เพียงสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เช่น ผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสามารถนำหน่วยกิตมาใช้ต่อในมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเหลื่อมล้ำในระบบอุดมศึกษา
ด้าน ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน GenEd ส่วนใหญ่มุ่งพัฒนา Future Skills โดยเฉพาะ Soft Skills แม้ขณะนี้ 24 หน่วยกิตจะยังเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยออกแบบรายวิชาได้เอง แต่ กระทรวง อว. ได้เตรียมวางกรอบให้ทุกสถาบันดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร ตัวอย่างเช่น รายวิชาด้านตลาดทุนที่ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ หรือรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจใช้หลักสูตรจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft จัดทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และนำมาเทียบเป็นหน่วยกิตได้ พร้อมบรรจุเข้าสู่ระบบ Central Credit Bank อย่างไรก็ตาม บางรายวิชาของ GenEd อาจไม่สอดคล้องกับบริบทหรือความจำเป็นในแต่ละช่วงเวลา จึงเตรียมนำประเด็นดังกล่าวไปหารือกับ Center of Excellence ด้าน GenEd เพื่อปรับทิศทางให้การพัฒนาวิชาศึกษาทั่วไปมุ่งสู่การสร้าง Future Skills อย่างมีคุณภาพ ใช้ร่วมกันได้ทุกมหาวิทยาลัย และตอบโจทย์สังคมในระยะยาว
